RADIESSE คืออะไร? รู้จักสารเติมเต็ม CaHA Biostimulator เพื่อผิวแน่นและโครงหน้าดูดีขึ้น

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในใบหน้าไม่ได้มีเพียงริ้วรอยบนผิวนอก แต่คือการสูญเสียคอลลาเจน ความยืดหยุ่นของผิว และปริมาตรใต้ผิวที่ค่อยๆ ลดลงทีละน้อยทุกปี

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสนใจในกลุ่มสารเติมเต็มประเภท biostimulator หรือ "สารกระตุ้นคอลลาเจน" เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มผู้รับบริการที่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยั่งยืนมากกว่าการเติมปริมาตรชั่วคราวเพียงอย่างเดียว

RADIESSE เป็นหนึ่งในสารเติมเต็มประเภทนี้ที่มีประวัติการใช้งานในทางคลินิกมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะช่วยให้คุณทำความเข้าใจว่า RADIESSE คืออะไร ทำงานอย่างไร ต่างจาก HA filler อย่างไร และควรรู้อะไรบ้างก่อนเข้าปรึกษาแพทย์

RADIESSE คืออะไร?

RADIESSE เป็นสารเติมเต็มชนิด injectable implant ที่ผลิตโดย Merz Aesthetics มีส่วนประกอบหลักคือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) หรือแคลเซียมไฮดรอกซีอาปาไทต์

CaHA คืออะไร?

Calcium Hydroxylapatite เป็นแร่ธาตุที่พบตามธรรมชาติในกระดูกและฟันของมนุษย์ ในรูปแบบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ RADIESSE จะอยู่ในรูป ไมโครสเฟียร์ขนาดเล็ก (CaHA microspheres)ที่แขวนลอยอยู่ใน gel carrier ซึ่งเป็นสารนำพาที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก

เปรียบเข้าใจง่ายๆ ว่า RADIESSE ประกอบด้วยสองส่วนหลัก:

  • Gel carrier — ให้ปริมาตรและการรองรับทันทีหลังฉีด

  • CaHA microspheres — อาจทำหน้าที่เป็นโครงค้ำยันชั่วคราว (scaffold-like structure) ที่อาจช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อรอบข้างสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาตามธรรมชาติในระยะต่อมา

RADIESSE ไม่ใช่ HA Filler

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นคือ RADIESSE ไม่ใช่ hyaluronic acid filler และไม่สามารถละลายด้วย hyaluronidase ได้เช่นเดียวกับ HA filler ทั่วไป ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญยิ่งที่ต้องทำกับแพทย์ที่มีความรู้และประสบการณ์เฉพาะทาง

จากข้อมูล U.S. FDA (ไม่ใช่ Thai FDA) RADIESSE และ RADIESSE (+) ได้รับการอนุมัติสำหรับการแก้ไขริ้วรอยและร่องลึกบนใบหน้าระดับปานกลางถึงรุนแรง รวมถึงบริเวณอื่นๆ ตามที่ระบุในเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ข้อบ่งใช้ในประเทศไทยอาจแตกต่างกัน ควรตรวจสอบกับแพทย์และเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์โดยตรง

CaHA Biostimulator ทำงานอย่างไร?

ผิวเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตามอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินได้น้อยลง ส่งผลให้ผิวเริ่มหย่อนคล้อย ริ้วรอยลึกขึ้น และปริมาตรใต้ผิวลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะบริเวณแก้ม กรอบหน้า และใต้คาง

กลไกของ CaHA

เมื่อฉีด RADIESSE เข้าสู่ชั้นใต้ผิวหนัง:

  1. ผลทันที — Gel carrier ให้ปริมาตรและการรองรับโครงหน้าทันทีหลังฉีด

  2. ผลในระยะต่อมา — CaHA microspheres อาจทำหน้าที่เป็น scaffold ชั่วคราวที่กระตุ้นให้ fibroblast ในชั้นผิวผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่

  3. การสลายตัวตามธรรมชาติ — ทั้ง gel carrier และ CaHA microspheres จะค่อยๆ สลายและถูกร่างกายดูดซึมไปในที่สุด

ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ โครงหน้า เทคนิคการฉีด ปริมาณที่ใช้ และการดูแลหลังทำ การตอบสนองต่อการกระตุ้นคอลลาเจนเป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่แตกต่างกันในแต่ละคน

RADIESSE ต่างจาก HA Filler อย่างไร?

ตารางต่อไปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการเปรียบเทียบเชิงการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้สรุปว่าผลิตภัณฑ์ใดดีกว่ากัน การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์

RADIESSE เหมาะกับบริเวณไหน?

บริเวณที่อาจพิจารณาใช้ RADIESSE ขึ้นอยู่กับรุ่นผลิตภัณฑ์ เทคนิคการใช้ เอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ และการประเมินของแพทย์เป็นรายบุคคล โดยทั่วไปมักกล่าวถึงบริเวณต่อไปนี้:

  • กรอบหน้า / Jawline Contour — อาจช่วยปรับกรอบหน้าส่วนล่างให้ดูกระชับและมีโครงสร้างมากขึ้น

  • ร่องแก้ม / Nasolabial Folds — บริเวณที่มีข้อมูลการใช้งานทางคลินิกมาอย่างยาวนาน (ข้อมูล U.S. FDA ระบุในเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์)

  • บริเวณแก้มส่วนล่างและ Lower Face Support — สำหรับผู้ที่มีการสูญเสียปริมาตรในบริเวณนี้

  • หลังมือ — ใช้ในบริบทของการฟื้นฟูปริมาตรและคุณภาพผิวบริเวณมือ ตามเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ที่ระบุ

  • Décolleté / ช่วงคอและหน้าอก — ข้อมูล U.S. FDA ระบุว่า RADIESSE เมื่อเจือจางสามารถใช้ในบริเวณนี้ได้ในบางกรณี ควรตรวจสอบกับเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้จริงในคลินิก

ใครบ้างที่อาจเหมาะกับโปรแกรม RADIESSE?

  • ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง และต้องการการรองรับโครงสร้างผิว

  • ผู้ที่ต้องการปรับโครงหน้าส่วนล่างหรือกรอบหน้าให้ดูกระชับขึ้นในแบบธรรมชาติ

  • ผู้ที่สนใจผลลัพธ์ที่อาจเสริมคุณภาพผิวในระยะต่อมา ไม่ใช่แค่เติมปริมาตรชั่วคราว

  • ผู้ที่ไม่ได้ต้องการผลลัพธ์แบบ HA hydration filler เพียงอย่างเดียว

  • ผู้ที่ผ่านการประเมินสุขภาพและไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์

ใครบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงหรือแจ้งแพทย์ก่อนทำ?

ก่อนรับโปรแกรมฉีดสารเติมเต็มทุกประเภท ควรแจ้งแพทย์อย่างครบถ้วนหากมีปัจจัยต่อไปนี้:

  • ตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร — โดยทั่วไปไม่แนะนำให้รับบริการในช่วงนี้

  • มีการอักเสบหรือติดเชื้อบนผิวหนังในบริเวณที่จะทำ — ควรรักษาให้หายก่อน

  • ประวัติการแพ้รุนแรงหรือ anaphylaxis — ต้องแจ้งแพทย์โดยละเอียด

  • แพ้ lidocaine — โดยเฉพาะหากพิจารณาใช้ RADIESSE (+) ซึ่งมี lidocaine เป็นส่วนประกอบ

  • มีโรคเลือดหรือความผิดปกติด้านการแข็งตัวของเลือด

  • มีโรคภูมิต้านทานตนเองหรือโรคประจำตัวที่ยังควบคุมไม่ได้

  • รับประทานยาละลายลิ่มเลือดหรืออาหารเสริมที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด

  • มีประวัติภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มในอดีต เช่น granuloma หรือการอุดตันหลอดเลือด

  • มีประวัติเนื้อเยื่อแผลเป็นนูน (keloid) หรือ granuloma

  • เพิ่งทำหัตถการทางทันตกรรมหรือมีการติดเชื้อในบริเวณใกล้เคียง

ข้อควรรู้ด้านความปลอดภัย

สารเติมเต็มทุกประเภท รวมถึง RADIESSE มีความเสี่ยงที่เป็นไปได้ ข้อที่ควรทำความเข้าใจก่อน:

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ทั่วไป

อาการที่อาจเกิดขึ้นหลังการฉีด เช่น บวม แดง หรือฟกช้ำในบริเวณที่ฉีด มักหายไปเองในระยะเวลาสั้น อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถระบุได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดในทุกกรณี

สัญญาณเตือนที่ต้องติดต่อแพทย์ทันที

หากพบอาการต่อไปนี้หลังการฉีด ควรรีบติดต่อแพทย์โดยไม่ชักช้า:

  • ปวดรุนแรงผิดปกติหรือปวดแบบเฉียบพลัน

  • ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นสีซีดขาวหรือสีม่วงคล้ำ (อาจบ่งบอกถึงภาวะหลอดเลือดอุดตัน)

  • การมองเห็นเปลี่ยนแปลง เช่น มองไม่ชัดหรือมองไม่เห็น

  • อ่อนแรงหรือชาบริเวณใบหน้า พูดไม่ชัด

  • บวมผิดปกติที่ไม่ยุบลงหลัง 48–72 ชั่วโมง

สัญญาณเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงภาวะที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน

ทำไมเทคนิคของแพทย์จึงสำคัญมาก

เนื่องจาก RADIESSE ไม่สามารถละลายด้วย hyaluronidase ได้ การฉีดในตำแหน่งที่ถูกต้องและด้วยเทคนิคที่เหมาะสมโดยแพทย์ที่มีความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ใบหน้าจึงมีความสำคัญยิ่งกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น

ก่อนทำ RADIESSE ควรเตรียมตัวอย่างไร?

  • ปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ — รวมถึงการทบทวนประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อยู่

  • แจ้งยาและอาหารเสริมทุกชนิด — โดยเฉพาะที่อาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น Aspirin, Omega-3 ปริมาณสูง, Vitamin E หรือ Ginkgo

  • ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ — หากแพทย์เห็นว่าจำเป็นจะให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล

  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนัดตามคำแนะนำของแพทย์

  • งดทำหัตถการหากมีการอักเสบหรือติดเชื้อบนผิวหนังบริเวณที่จะทำ

หลังทำควรดูแลตัวเองอย่างไร?

  • หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น ซาวน่า ห้องอบไอน้ำ และแสงแดดจัด ในช่วงแรกตามที่แพทย์แนะนำ

  • งดการออกกำลังกายหนักในระยะสั้นหลังทำตามคำแนะนำของแพทย์

  • หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดทับบริเวณที่ฉีด

  • งดแอลกอฮอล์ตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำ aftercare เฉพาะบุคคลที่ได้รับจากคลินิกของคุณอย่างเคร่งครัด

  • ติดต่อแพทย์ทันทีหากพบอาการผิดปกติ

RADIESSE vs Sculptra ต่างกันอย่างไร?

ทั้ง RADIESSE และ Sculptra ต่างอยู่ในกลุ่ม biostimulatory aesthetic products แต่มีส่วนประกอบและแนวทางการใช้งานที่แตกต่างกัน ตารางต่อไปนี้เป็นการเปรียบเทียบเชิงการศึกษาเท่านั้น

5. FAQ SECTION

Q1: RADIESSE คืออะไร? RADIESSE เป็นสารเติมเต็มชนิด injectable biostimulator ที่มีส่วนประกอบหลักเป็น Calcium Hydroxylapatite (CaHA) microspheres แขวนลอยใน gel carrier ผลิตโดย Merz Aesthetics ใช้ในการเสริมปริมาตรและอาจช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในระยะต่อมา

Q2: RADIESSE ต่างจาก HA Filler อย่างไร? RADIESSE ไม่ใช่ hyaluronic acid filler แต่เป็น CaHA-based product ซึ่งมีกลไกการทำงานและลักษณะผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน รวมถึงข้อสำคัญที่ว่า RADIESSE ไม่สามารถละลายด้วย hyaluronidase ได้ ทำให้การเลือกแพทย์และคลินิกที่มีความเชี่ยวชาญมีความสำคัญยิ่ง

Q3: RADIESSE ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนจริงไหม? จากกลไกที่รายงานในข้อมูลผลิตภัณฑ์ CaHA microspheres อาจทำหน้าที่เป็น scaffold ชั่วคราวที่กระตุ้นให้เนื้อเยื่อสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม การตอบสนองของร่างกายเป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่แตกต่างกันในแต่ละคน ไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์เดียวกันในทุกกรณี

Q4: RADIESSE ใช้ฉีดใต้ตาหรือปากได้ไหม? บริเวณใต้ตาและริมฝีปากโดยทั่วไปไม่ใช่บริเวณที่แนะนำสำหรับ CaHA filler เนื่องจากความเสี่ยงที่สูงกว่าและลักษณะทางกายวิภาคที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ความเหมาะสมต้องขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น

Q5: RADIESSE เหมาะกับใคร? อาจเหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง ต้องการปรับโครงหน้าหรือกรอบหน้า หรือสนใจผลลัพธ์แบบ biostimulatory ที่อาจเสริมคุณภาพผิวในระยะต่อมา ทั้งนี้ความเหมาะสมต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์เสมอ

Q6: RADIESSE อยู่ได้นานแค่ไหน? ระยะเวลาขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด ปริมาณที่ใช้ เมแทบอลิซึมของแต่ละคน และไลฟ์สไตล์ ข้อมูลต่างประเทศบางแหล่งรายงานว่าอาจอยู่ได้นานเป็นปีในบางกรณี แต่ไม่สามารถรับประกันระยะเวลาที่แน่นอนในทุกบุคคลได้

Q7: หลังทำ RADIESSE บวมไหม? อาการบวม แดง หรือฟกช้ำในบริเวณที่ฉีดเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการฉีดสารเติมเต็มทุกประเภท ความรุนแรงและระยะเวลาแตกต่างกันในแต่ละคนและบริเวณที่ฉีด ไม่สามารถระบุได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดในทุกกรณี

Q8: RADIESSE อันตรายไหม? เช่นเดียวกับสารเติมเต็มทุกประเภท RADIESSE มีความเสี่ยงที่เป็นไปได้หากทำโดยผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากไม่สามารถ dissolve ได้ด้วยยา การเลือกแพทย์ที่มีความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ใบหน้าและมีแผนรับมือภาวะฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

Q9: ก่อนทำต้องเตรียมตัวอย่างไร? แจ้งแพทย์เรื่องยา อาหารเสริม และโรคประจำตัวทุกชนิด หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ก่อนนัดตามคำแนะนำของแพทย์ และปฏิบัติตามคำแนะนำเฉพาะบุคคลที่ได้รับจากแพทย์ผู้ดูแล

Next
Next

MISSFILL Filler จากเกาหลีคืออะไร? รู้จัก HA Filler กับ DVS Technology ก่อนปรึกษาแพทย์